วันเดียวเที่ยวเจริญกรุง เขตบางรัก

“พระเมรุมาศ” ศาสตร์และศิลป์อันประณีตแห่งโบราณราชประเพณี เปิดให้เข้าชมแล้ว 2 – 30 พ.ย. นี้
November 2, 2017
บ้านขนมไทย ชุมชนริมคลองหนองระแหง เขตคลองสามวา
November 10, 2017

 

ถนนเจริญกรุง เป็นถนนลาดยางสายแรกของประเทศไทย สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ครับ ซึ่งความเป็นมาของการสร้างถนนเจริญกรุงในยุคนั้น ก็เนื่องจากมีชาวต่างประเทศเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครมากขึ้น อีกทั้งเป็นที่ตั้งของสถานกงสุล ซึ่งได้ร้องขอให้มีถนนเป็นทางสัญจรของรถม้าครับ ปัจจุบันถนนเจริญกรุง ทอดยาวตั้งแต่สนามไชย เขตพระนคร ไปจนถึงถนนตก เขตบางคอแหลม อากาศดีๆ เย็นๆ แบบนี้ ทีมตะลุยกทม.ฯ เลยถือโอกาสสะพายกล้องพาเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ สองฝั่งถนนเจริญกรุง ย่านบางรัก ซึ่งถือว่ามีสถานที่สำคัญหลายแห่ง และมีแห่งตัวอาคารมีความสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกด้วยครับ

การเดินทางมาถนนเจริญกรุง เขตบางรัก สะดวกและง่ายมากครับ จะมาทางเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยาเพลิน หรือนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส ก็ได้ครับ ทีมงานตะลุยกทม.ฯ เลือกเดินทางโดยใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสครับ  ลงที่สถานีสะพานตากสิน เดินมาเรื่อยๆ ตามถนนเจริญกรุง ผ่านโรบินสันบางรัก มาจนถึงเจริญกรุงซอย 40 และนั่นคือจุดเริ่มต้น

 

“อาสนวิหารอัสสัมชัญ” เป็นโบสถ์คาทอลิก ก่ออิฐถือปูนอย่างสง่างามด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรมันมานเนส ตั้งอยู่ท่ามกลางโรงเรียนคาทอลิกเก่าแก่ 3 โรงเรียนด้วยกัน คือ โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา และโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ทั้งสามโรงเรียนรวมกันเรียกว่า “ไตรอัสสัม”

ในสมัยนั้น อาสนวิหารอัสสัมชัญ ถือว่าเป็นโบสถ์หลังใหญ่มาก มากเสียจนคริสตชนต่างพากันพูดว่า “วัดใหญ่ขนาดนี้จะเอาคนที่ไหนมาเข้าวัด” เพราะในอดีตจำนวนคริสตชนมีแค่หลักพันเท่านั้นเองครับ แต่ปัจจุบันประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์เพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากการเข้าร่วมพิธีมิสซา ซึ่งแต่ละรอบมีจำนวนคนเข้าร่วมแน่นขนัดมาก ภายในของอาสนวิหารเองก็มีความสวยงาม ยิ่งใหญ่อลังการ ดูขลัง และด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศเลยครับ

ออกจากซอยเจริญกรุง 40 เดินต่อไปตามเส้นทางถนนเจริญกรุง เลี้ยวเข้าซอยเจริญกรุง 36 มีสถานที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง “สถานีดับเพลิงบางรัก” ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูงใจกลางกรุง โดยตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอ-ปัลลาเดียน (Neo-Palladion) ศิลปะโรมัน+คลาสสิค อายุกว่า 120 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารนี้เดิม คือ ศุลกสถาน หรือ กรมศุลกากร ในยุครุ่งเรืองใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงและเต้นรำของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติ รวมทั้งเป็นที่จัดเลี้ยงงานสมโภชครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จนิวัติพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก  เมื่อศุลกสถานย้ายที่ทำการไปแถวท่าเรือกรุงเทพฯ คลองเตย อาคารหลังนี้ก็ได้ถูกใช้เป็นสถานีดับเพลิงบางรัก ปัจจุบันไม่อนุญาตให้เข้าไปถ่ายภาพเหมือนแต่ก่อนแล้วนะครับ
สถานที่สำคัญอีกแห่งบนถนนเจริญกรุง “ไปรษณีย์กลาง” หรือกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งเป็นที่ทำการไปรษณีย์ไทยแห่งแรก มีประวัติอันยาวนานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ครับ ดัดแปลงมาจากตึกสไตล์ยุโรปซึ่งเคยเป็นบ้านพักของพระปรีชากลการ (สำอางค์ อมาตยกุล) บริเวณริมน้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง หรือบริเวณสะพานพระปกเกล้าฝั่งพระนครในปัจจุบัน และเรียกว่า “ไปรสนียาคาร”
รูปแบบอาคารเป็นรูปตัวที (T) สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ตามแนวทางของศิลปะในยุค Neo-Classicism ผสม Functionalism มีลักษณะเรียบง่ายและตรงไปตรงมา มีการประดับด้วยปูนปั้นรูปครุฑขนาดสูงกว่า 2 เท่าของคนจริงที่บริเวณมุขหน้าทั้ง 2 ด้าน ซึ่งเป็นเครื่องประดับอาคารที่ได้รับความนิยมในงานสถาปัตยกรรมในยุคนั้น ครุฑนี้ก็มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกรุงเทพฯ โดนทิ้งระเบิดสถานที่สำคัญหลายแห่ง ไม่เว้นแม้แต่กรมไปรษณีย์โทรเลข แต่ระเบิดพลาดบ้าง ด้านบ้าง คนท้องถิ่นเล่าว่าเห็นครุฑ 2 ตน หน้าตึกบินขึ้นไปปัดระเบิดเพื่อป้องกันอาคารไปรษณีย์โทรเลขแห่งนี้ไว้ครับ

ในส่วนของด้านหน้าอาคารนั้น มี “พระอนุสาวรีย์ จอมพลสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช” ซึ่งนอกจากพระองค์จะทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์พระองค์แรกในปี พ.ศ.2426-2433แล้ว ยังทรงมีคุณูปการกับการไปรษณีย์ไทยอย่างล้นเหลือ จนได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งกิจการไปรษณีย์ไทย” อีกด้วย

ไฮไลท์ในการเยี่ยมชมไปรษณีย์กลาง นอกจากตัวอาคารที่มีความสวยงามแล้ว ภายในยังเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ” หรือ TCDC ซึ่งย้ายออกจากศูนย์การค้าเอ็มโพเรียมืเมื่อปี 2559 โดยมีส่วนบริการทั้งหมด 5 ชั้น ตั้งอยู่ด้านปีกซ้ายของไปรษณีย์กลางครับ เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 10.30 – 21.00 น. วันอังคาร – อาทิตย์ ปิดวันจันทร์ครับ
ลัดเลาะต่อเข้าซอยเจริญกรุง 30 สุดซอย   จะเลือกเดินชิลแอร์ฉ่ำๆ ดื่มด่ำงานศิลป์ภายในห้างริเวอร์ซิตี้ (River City)  หรือขึ้นเรือข้ามฟากไปฝั่งคลองสาน ช้อปปิ้งเสื้อผ้า ของใช้ อาหาร ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ได้อีกอรรถรสนะครับ
ไปต่อกันครับ เดินผ่านห้างริเวอร์ซิตี้จนถึงคลองผดุงกรุงเกษม ให้เดินเลี้ยวซ้ายข้ามสะพาน เข้าถนนโยธา จะเจอ “โบสถ์กาลหว่าร์” หรือ วัดแม่พระลูกประคำ ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก สถาปัตยกรรมแบบโกธิค สูงสง่า อายุรวม 150 ปี ถือเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ครับ
จากประวัติศาสตร์ “โบสถ์กาลหว่าร์” เป็นวัดคาทอลิกคู่กรุงรัตนโกสินทร์ โบสถ์แห่งนี้ไม่ใช่โบสถ์หลังแรกนะครับ แต่เป็นโบสถ์หลังที่สาม สร้างขึ้นเพื่อทดแทนโบสถ์หลังเดิม ที่ถูกทิ้งร้างภายหลังเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อพ.ศ. 2407 ส่วนที่มาของชื่อ แม่พระลูกประคำนั้น มาจากรูปแม่พระมอบสายประคำให้แก่นักบุญดอมินิโก อันเป็นรูปประธานในโบส์ถนั่นเอง แต่ภายหลังชาวโปรตุเกสได้อพยพไปวัดซางตาครู้ส จึงได้มีคริสตชนใหม่ชาวจีนมาอยู่แทน ภายในโบสถ์จึงมีการจารึกอักษรจีนไว้ด้วยครับ
ถนนเจริญกรุง เป็นถนนสายเศรษฐกิจอีกแห่ง ที่เชื่อมต่อกับเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ ลองเดินเที่ยวถ่ายภาพในบรรยากาศชิลล์ๆ สถานที่สวยๆ อากาศดีๆ หรือจะต่อเรือด่วนไปยัง ASIATIQUE the Riverfront ก็ได้ครับ ยิ่งช่วงนี้อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การดื่มด่ำบรรยากาศย้อนยุคที่ยังหลงเหลือให้ชมอยู่ครับ ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก จึงเป็นอีกหนึ่งแห่งที่ไม่ควรพลาดครับ